พลังงานแสงอาทิตย์มีการเติบโตเพิ่มอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาไฟฟ้า การประกาศมาตรการด้านภาษีคาร์บอน หรือ CRAM ของสหภาพยุโรป รวมถึงการกำหนดและให้ความสำคัญกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นพันธะสัญญาร่วมกันของประเทศต่าง ฯ เพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่อยู่ในระดับรุนแรงทั่วโลก โดยมีการดำเนินการเป็นกิจกรรมที่รองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้น รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการรีไซเคิลเซลล์แสงอาทิตย์
ในปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเป็นกลางทางคาร์บอนในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์คาดว่าจะเป็นพลังงานที่สำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการกำหนดกรอบการดำเนินงานตามแผนพลังงานชาติ (NEF) ซึ่งจะส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น โดยพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นแหล่งพลังงานหนึ่งที่สำคัญในการช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ด้านพลังงานสะอาดต่อไป
สถิติการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ของประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24.7% ของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งหมดของประเทศ โดยในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีการปรับราคาไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นจากปี พ.ศ. 2564 ทำให้ประชาชนสนใจในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงาน
แสงอาทิตย์เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ประกอบกับการดำเนินนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเหลือของโครงการโซลาร์ภาคประชาชน
ช่วยส่งผลให้ประชาชนในกลุ่มบ้านอยู่อาศัยมีแนวโน้มติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้นในอนาคต
การใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย สามารถจัดแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า 18
(On-grid) ในกลุ่มที่มีสัญญาซื่อขายไฟฟ้ากับภาครัฐ
กลุ่มที่ 2 ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า
(On-grid) ในกลุ่มที่ไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า
กลุ่มที่ 3 ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบไม่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off-grid)