ถึงเวลา ‘โซลาร์เซลล์ประชาชน’โอกาสทองกลางวิกฤตพลังงานโลก
ประกาศไว้ในวันสุดท้ายก่อนหยุดยาวสงกรานต์ 69 สำหรับมาตรการช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลากหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการเซฟกลุ่มเปราะบาง บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ดีเดย์สงกรานต์ 13 เมษายน ถึง 12 พฤษภาคมนี้ พูดง่ายๆ คือ เพิ่มเงิน ‘บัตรคนจน’ ให้เป็น 400 บาท 1 เดือนเต็ม
ส่วนภาคเกษตร ก็มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง โดยธนาคารเพื่อการเษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อลดต้นทุนการผลิต อย่างเช่น ปุ๋ย
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการน่าสนใจ ที่อาจกลายเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘พลังงานสะอาด’ อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
‘ซอฟต์โลน’ สู่ ‘พลังงานสะอาด’
เปิดหลากมาตรการรัฐ หวังเปลี่ยนผ่าน
มาตรการที่ว่านี้ ตามถ้อยแถลง มีตั้งแต่การเตรียมพร้อมให้ภาคประชาชน และ SMEs ปรับตัวสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยธนาคารออมสินจัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs และ ‘สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการปรับตัวด้านพลังงาน’ วงเงิน 5,000 ล้านบาท
สำหรับประชาชน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน สำหรับการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และ refinance ที่อยู่อาศัย รวมถึงสินเชื่อการกู้เพื่อซื้อ Solar Rooftop วงเงิน 300,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี 3 ปีแรก
ขณะที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่ง โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 2.06 ต่อปี ทั้งยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง
ด้านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) จัดทำโครงการ SMEs Green Productivity เพื่อยกระดับ SMEs เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย
ซลาร์เซลล์ระดับครัวเรือน ลดค่าครองชีพ
กุญแจดอกสำคัญ ไขประตู Net Zero Emission
จากแนวคิด มาตรการ และไอเดียทั้งหลายข้างต้น ในมุมมองของนักวิชาการ อย่าง รศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ถึงกับต้องออกมากดไลค์ให้ความชื่นชมที่รัฐบาลเดินหน้ามาตรการ Soft Loan และลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ โดยมองว่านี่แหละคือโอกาสทองท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้า และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emission
ชี้เป้า 3 กลไกหลัก อุดช่องว่าง
ครัวเรือนฐานราก แบกค่าไฟสูง
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการท่านนี้มองว่ามาตรการปัจจุบันอาจยังมีช่องว่างในการเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่แบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ แต่ติดข้อจำกัดด้านฐานภาษีและเงื่อนไขสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง รศ.ดร.ธนิทเสนอแนวทางเติมเต็มช่องว่างนโยบายผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่
1.พัฒนามาตรการสนับสนุนแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy)
โดยรัฐควรพิจารณาเงินอุดหนุนส่วนทุน (Capital Grant) เพื่อลดภาระเงินลงทุนตั้งต้นสำหรับระบบขนาดเล็ก 1.5-3 กิโลวัตต์ ให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและเกษตรกร เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีลดค่าไฟอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับมาตรการทางภาษีและสินเชื่อที่มีอยู่ให้ครอบคลุมถึงระดับฐานราก
2.ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืน ก้าวสู่ระบบ Net Metering 1:1 เพื่อความคุ้มค่าเชิงสังคม
เนื่องจากปัจจุบันโครงการรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Billing) ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยนั้น ไม่มีโครงการใหม่ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำให้ผู้ติดตั้งรายใหม่ทำได้เพียงผลิตเองใช้เองโดยห้ามไฟฟ้าไหลย้อนกลับ (Zero Export) ส่งผลให้พลังงานส่วนเกินในช่วงกลางวันต้องถูกปล่อยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย จึงเสนอให้รัฐพิจารณาฟื้นฟูโครงการรับซื้อไฟคืนโดยยกระดับสู่ระบบ Net Metering หรือการหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1
3.ปรับลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน
โดยถอดบทเรียนจากภาคอุตสาหกรรมและ EV โดยที่ผ่านมารัฐได้ดำเนินการสนับสนุนภาคส่วนอื่นๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่โรงงานที่ติดโซลาร์เซลล์จนคืนทุนได้ใน 3-5 ปี รวมถึงนโยบายลดภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเสนอให้รัฐใช้แนวคิดเดียวกันนี้มาสนับสนุนภาคประชาชน ผ่านการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงกลางคืนได้จริง ช่วยลดภาระสายส่งและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) ของประเทศ
“การเปลี่ยนมาใช้ Net Metering จะช่วยให้หน่วยไฟฟ้าส่วนเกินถูกนำมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริงในราคาที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาคืนทุนให้สั้นลงและเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และต้องขอชื่นชมในความตั้งใจของภาครัฐอีกครั้ง ทั้งการปรับเปลี่ยนกฎหมายและมาตรการเพื่อประชาชนที่ผ่านมา และหวังจะเห็นการต่อยอดให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนอย่างแท้จริง” รศ.ดร.ธนิทกล่าว ก่อนถึงประโยคทิ้งท้าย